You are here:-Tag: website

สรุป 4 ความน่าสนใจของ “Plearn เพลิน By Krungsri GURU” คอนเทนต์ฮับออนไลน์ด้านการเงินที่ “อ่านง่าย ได้เพลินเพลิน” [ADS]

‘เงิน’ คือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตของเราทุกคนในแต่ละวัน ทำให้ปัจจุบันเราทุกคนก็หันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินมากยิ่งขึ้น ด้วยการติดตามอ่านเนื้อหาที่น่าสนใจต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียมากมาย โดยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ ธนาคารกรุงศรีได้แถลงข่าวเปิดตัว 3 นักคิด เสริมทัพ “Plearn เพลิน by Krungsri GURU” ซึ่งถือว่าเป็น Online Content Hub ด้านการเงินที่พร้อมเสิร์ฟทุกเรื่องเงินที่ว่ายาก ปรุงให้ “ เรื่องเงิน เรื่องง่าย อ่านได้เพลิน เพลิน” วันนี้แอดจึงขอสรุป 4 ความน่าสนใจของ Plearn เพลิน by Krungsri GURU มาแบ่งปันเพื่อนๆ กัน ว่าทำไมในมุมมองของแอดเอง ในฐานะคนชอบเสพคอนเทนต์เรื่องธุรกิจ ถึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองเข้าไปอ่านคอนเทนต์จากเว็บไซต์นี้ (อ่านได้ที่: http://bit.ly/2OsCvQG) (1) เนื้อหามีความหลากหลายโดย GURU ตัวจริง เมื่อพูดถึงคอนเทนต์ฮับ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่จะดึงดูดให้คนสนใจเข้ามาเสพคอนเทนต์ก็คือ “เนื้อหา” ซึ่งถึงแม้ว่าจะอยู่ภายใต้เว็บไซต์ของธนาคารกรุงศรี แต่เนื้อหาก็ไม่ได้จำกัดแต่เพียงเรื่องการเงินเท่านั้น ยังมีเนื้อหาอื่นๆ

ทำความรู้จัก “Gig Economy” ระบบการทำงานแห่งอนาคต ที่สามารถ ‘ประหยัดงบ’ แต่ก็ยังคงคุณภาพของงานได้ [ADS]

เป็นเรื่องปกติที่ชีวิตการทำงานที่เราจะต้องพบเจอกับความกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปั่นงานให้เสร็จตามไทม์ไลน์ แถมนายก็ยังจะมาหั่นบัดเจ็ทอีก! ทำให้เราต้องบริหารบัดเจ็ทที่มีอยู่น้อยนิดมาจ้างทีมงาน จ้างผลิตชิ้นงานให้ได้คุณภาพและปริมาณตามที่เจ้านายคาดหวัง (นี่ไม่ได้บ่นเลยนะเนี่ย 555) เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ ทำให้เกิดเทรนด์การทำงานแบบ “Gig Economy” หรือ “ระบบเศรษฐกิจแบบเสรี” ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ทำงานเข้าไปทำงานในโปรเจกต์ระยะสั้น หรือคือการจ้างงานฟรีแลนซ์ในการทำโปรเจคต่างๆ นั่นเอง Q: Gig Economy ดีอย่างไร? โดยความดีงามของการทำงานแบบ “Gig Economy” นี้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเพราะทำให้แบรนด์สามารถคุมบัดเจ็ทให้ประหยัดได้มากกว่า 60% แถมยังยืดหยุ่นสูงเพราะสามารถจ้างฟรีแลนซ์หลายๆ คนมาช่วยเร่งงานด่วนได้ และที่สำคัญการจ้างฟรีแลนซ์ทำให้องค์กรธุรกิจสามารถได้งานคุณภาพระดับ ‘มืออาชีพ’ ในราคาที่จับต้องได้อีกด้วย Q: แล้วเราควรจะไปจ้างฟรีแลนซ์จากไหน? หลายปีที่ผ่านมานี้ “Fastwork” ก็ได้เห็นเทรนด์จากสภาพเศรษฐกิจที่แต่ละองค์กรมีงบประมาณที่จำกัดมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเทรนด์ของการทำงานแบบอิสระของคนรุ่นใหม่ ทำให้มูลค่าตลาดฟรีแลนซ์ในไทยและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงขึ้นอย่างชัดเจนด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.9% ต่อปี (ข้อมูลจาก KResearch, 2561) จึงทำให้ปัจจุบัน Fastwork จึงกลายเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมฟรีแลนซ์อันดับ 1 ของไทย ที่เกิดมาจากความเชื่อในเทรนด์ Gig Economy นี้เช่นกัน จึงรวบรวมฟรีแลนซ์ประสบการณ์สูงจากหลากหลายสายงานมาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น ทำแบนเนอร์โฆษณา

By |2019-10-27T17:15:40+00:00ตุลาคม 29th, 2019|Categories: Knowledges, Trend|Tags: , , , , , , , , |0 Comments

สำคัญ! 8 ข้อสำหรับพื้นฐานที่จะทำให้บทความของเราติด SEO

สำหรับนักเขียนบทความบนออนไลน์ทั้งหลาย ก็ต่างพยายามที่จะให้บทความของตัวเองนั้้นติด SEO: Search Engine Optimization (การทำให้เว็บไซต์ของตัวเองอยู่หน้าแรกในการค้นหาบน Google ) ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งบางคนอาจจะต้องไปจ้างบริษัทอื่นที่เชี่ยวชาญในด้านนี้เข้ามาช่วย ทำให้ต้องเสียเงินลงทุนเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ที่จริงแล้วเราสามารถทำให้บทความบนเว็บไซต์ให้ติด SEO ได้ด้วยตัวเองแบบไม่เสียเงินก็ได้เช่นกัน วันนี้ Ad Addict จึงจะมาแชร์ '8 ข้อสำหรับพื้นฐานที่จะทำให้บทความของเราติด SEO' จะมีอะไรน่าสนใจบ้างไปชมกันเลย 1. กำหนด Keyword ให้ชัดเจน >> นี่คือหลักที่สำคัญ เราต้องตั้งคีย์เวิร์ดที่คาดว่าคนจะค้นหาด้วย พร้อมกับใช้คีย์เวิร์ดที่เราเลือกไว้ให้สัมพันธ์กับการตั้งชื่อหัวข้อและนำไปเขียนในย่อหน้าแรกของบทความด้วย 2. รูปภาพต้องมี Alt Text เดียวกันกับ Keyword >> Alt Text คือ ข้อความ หรือคำอธิบายรูปภาพบนเว็บไซต์ ซึ่งเพื่อนๆ ต้องเข้าใจก่อนว่าปกติแล้วเว็บไซต์ไม่สามารถบอกได้ว่ารูปภาพนั้นเป็นภาพอะไร การใส่คำบรรยายจะทำให้ที่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดจะที่เว็บติดอันดับ SEO ได้ดีมากขึ้น โดยที่สำคัญต้องไม่ใส่ Alt Text ที่ซ้ำกันในหลายๆ รูปเพื่อป้องการการสับสนของระบบ SEO และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องหมายยัติภังค์ (-) ควรใช้การเว้นวรรคแทน ที่มา: bluecorona.com 

By |2019-09-29T16:04:45+00:00กันยายน 29th, 2019|Categories: Knowledges, Media|Tags: , |0 Comments

WeTransfer ปล่อยผลงานโฆษณา “ลดเวลาอัป เพิ่มเวลาคิด” เพราะชีวิตไม่ควรติดอยู่กับออนไลน์

ในปัจจุบันเป็นยุคของดิจิทัล คงปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวสาร ข้อมูลหรือแม้กระทั่งไอเดียต่างๆ ล้วนอยู่บนหน้าจอทั้งสิ้น  มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เราติดอยู่บนโลกออนไลน์ ทำให้คนส่วนใหญ่หมดเวลาในแต่ละวัน ไปกับการท่องบนโลกออนไลน์ ล่าสุด WeTransfer ผู้ให้บริการเว็บไซต์ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ให้ผู้รับทุกมุมโลก ได้ปล่อยโฆษณาที่สนับสนุนให้เหล่า ครีเอทีฟออกไปใช้ชีวิต ใช้เวลากับหน้าจอให้น้อยลง ออกไปทำกิจกรรมอื่นๆให้มากขึ้น ส่วนการอัปโหลดผลงานให้เป็นหน้าที่ของ WeTransfer ลดเวลาการอัปโหลดเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ บนโลกออฟไลน์ https://youtu.be/F4DzzcUYYOM โฆษณาได้เล่าเรื่องผ่านชีวิตคนทำงานครีเอทีฟที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เสพย์ข่าวสารต่างๆ ที่ไม่ได้ส่งเสริมกระบวนการคิดเลยแม้แต่น้อย เปรียบเทียบกับการจินตนาการถึงตัวเองอีกคนหนึ่งที่ปิดจอแล้วออกไปหาแรงบันดาลใจ ออกไปพบธรรมชาติ หากิจกรรมอื่นที่จะช่วยให้เราได้ผ่อนคลายและส่งเสริมการคิดผลงานใหม่ๆ เพราะสุดท้ายความคิดสร้างสรรค์ดีๆ นั้นมันจะมาจากประสบการณ์การใช่้ชีวิตของเราไม่ได้มาจากโลกออนไลน์ หลังจากดูจบโฆษณาได้สื่อสาร ชัดเจน ในประเด็นการส่งเสริมการถอยออกจากหน้าจอ มีสิ่งที่น่าทำมากมาย ที่นอกเหนือจากบนโลกออนไลน์ มันเป็นเพียงโลกเสมือนที่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเรา โลกความเป็นจริงต่างหากที่ช่วยให้เกิดผลงานที่ดี  ใช้เวลาบนโลกออนไลน์นั้นใช้เพียงน้อยนิดสำหรับการอัปโหลดไฟล์ก็เกินพอแล้ว สุดท้ายแล้วเราไม่ควรปล่อยให้ตัวเองติดโลกออนไลน์ ใช้เวลากับหน้าจอต่างๆมากจนเกินไป ถึงแม้จะมีผลสำรวจว่าการอยู่กับความเงียบและใช้สมาธิคือสิ่งสำคัญในการสร้างผลงานหนึ่งชิ้นออกมา แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการที่เอาตัวเองออกมาจากโต๊ะทำงาน การเอาแต่มองบรรยากาศภายในห้องกับหน้าจอไม่ได้ทำให้เราได้พบแรงบันดาลใจใหม่ๆแน่นอน นั่นแหละออกมาได้แล้ว!!

By |2019-06-04T22:56:58+00:00มิถุนายน 4th, 2019|Categories: global, Works|Tags: , , , , , , , |0 Comments

กรณีศึกษา: การออกแบบเว็บไซต์ด้วยข้อมูลทางชีวภาพ หลักการและแนวคิดการออกแบบเว็บไซต์ยุคใหม่

การออกแบบเว็บไซต์ด้วยข้อมูลทางชีวภาพ! จะเป็นอย่างไรเมื่อแบรนด์ต่างๆ เริ่มที่จะหันมาเก็บข้อมูลด้าน Biometric จากผู้ใช้ เพื่อออกแบบเว็บไต์ของตนเอง [ทำไมต้อง Biometric] ในปัจจุบัน ทุกแบรนด์ที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง ต่างก็พยายามพัฒนาวิธีการเก็บข้อมูลใหม่ๆ จากผู้ใช้งาน เพื่อให้ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์นั้นแม่นยำและออกแบบเว็บไซต์ให้เกิด User Experience ที่ดีที่สุด โดยในปัจจุบันข้อมูลถูกบันทึกด้วย Action บนเว็บไซต์ เช่น การคลิก / ระยะเวลาที่ใช้บน Page / ความถี่ของเมส์ที่ชี้ไปยังปุ่มต่างๆ คำถามของนักออกแบบคือ เราจะรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานให้ละเอียดมากกว่านี้ได้อย่างไร? นี่จึงเป็นที่มาของการเก็บข้อมูลทาง 'ชีวภาพ' ของผู้ใช้งานที่ไม่ใช่แค่จำนวนคลิกอีกต่อไป แต่เป็นการเก็บข้อมูลจากทางชีวภาพของผู้บริโภค เช่น Eye-Tracking , การแสดงออกทางใบหน้า , อัตราการเต้นของหัวใจ , การตอบสนองผ่านทางผิวหนัง Mike Bartels, นักวิจัยของบริษัท Tobii ผู้ทำการวิจัยผลิตภัณฑ์ด้าน Biometric กล่าวว่า สำหรับการเก็บข้อมูลทางชีวภาพ ทำให้เราเก็บข้อมลพฤติกรรมได้มากกว่าการสัมภาษณ์ Focus Group ทั่วไปถึง 40% และจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อนำข้อมูลทั้งสองด้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน

By |2019-03-29T14:41:12+00:00มีนาคม 27th, 2019|Categories: Case study, Knowledges|Tags: , , , , , , , , |0 Comments